[เข้าสู่ระบบ] [ลงทะเบียน]
 
Find us on Facebook Follow us on Twitter RSS Feed
 

UpHiGuy.com

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • ลดขนาดตัวอักษร
Home กางเกงในชาย ประวัติกางเกงใน (2)


ประวัติของกางเกงใน (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา)

ในสมัยโบราณ ภายใต้เสื้อคลุมตัวหลวมที่ชาวโรมันสวมใส่ ชุดชั้นในยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นอาภรณ์มาตรฐานอีกชิ้นหนึ่ง

ก่อนศตวรรษที่ 19 ชุดชั้นใน เป็นแบบที่เรียบง่ายมาก ประกอบด้วยเสื้อกับกางเกงในตัวหลวมยาวในบางกรณีชุดชั้นในได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ในโอกาสเฉพาะ เนื่องจากไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ชุดชั้นในปรากฏแก่สายดาบุคคลอื่นใดนอกเหนือจากผู้สวมใส่ ดังนั้นชุดชั้นในที่กระชับ ดูดี จึงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปให้ความสนใจเลย ยกเว้นแต่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นที่นิยมให้สตรีมีเอวคอดกิ่ว อกตั้ง เสื้อชั้นในแบบที่เรียกว่า เสื้อรัดลำตัวสตรี (corset) จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว

นักประวัติศาสตร์แฟชั่นบันทึกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุดชั้นใน รวมถึงทัศนคติของผู้คนต่อชุดชั้นใน เกิดขึ้นในราวทศวรรษที่ 1830-1839 ชุดชั้นในเริ่มมีมากชิ้น ขึ้นยาวขึ้น และกลายเป็นอาภรณ์ที่ "ต้อง” สวมใส่เป็นประจำทั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ถือว่า การไม่สวมชุดชั้นในแสดงถึงความสกปรก หยาบช้า ต่ำชั้น ละเลยมารยาทและศีลธรรมอันดีงาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยร่วมสามประการ คือ หนึ่ง-ความเฟื่องฟูของลัทธิเจ้า-ระเบียบของสมัยวิกตอเรียน (ค.ศ. 1837-1901 ) และกฎเกณฑ์ในยุคนั้นที่กำหนดว่าการแต่งกายสุภาพต้องเป็นเช่นไร สอง-ความสำเร็จในการคิดประดิษฐ์ผ้าที่มีเนื้อละเอียดขึ้นเบาขึ้น สาม-การค้นพบทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของความเจ็บไข้ว่ามาจากเชื้อโรคเล็ก ๆ ในอากาศ ผนวกกับร่างกายที่หนาวเย็น

ปัจจัยประการสุดท้ายนี้สำคัญมาก เพราะบรรดาแพทย์ต่างแนะนำให้ผู้คนปกป้องร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ร่างกายหนาวสั่นสะท้านเป็นอันขาด ในเวลานั้นคำว่า “หนาวสะท้าน” ถูกเอ่ยถึงราวกับเป็นสิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้คนทั่วไปเริ่มหวั่นเกรงที่จะเปิดเผยส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายยกเว้นใบหน้าให้สัมผัสกับอากาศ ซึ่งรายงานทางการแพทย์ยืนยันว่าเต็มไปด้วยเชื้อโรค  ช่วงนั้นหลุยส์  ปาสเตอร์ (ค.ศ. 1822-1894) นักชีวเคมีชาวฝรั่งเศส เพิ่งพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าเชื้อโรคเป็นสาเหตุของการเกิดโรค  ส่วนลอร์ด โจเซฟ ลิสเตอร์ (ค.ศ. 1827-1912) ก็กำลังรณรงค์ส่งเสริมการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในการผ่าตัด บรรยากาศดังที่กล่าวมานี้ล้วนสนับสนุนให้เกิดความต้องการชุดชั้นในอย่างกว้างขวาง

ในสมัยนั้นชุดชั้นในมีเพียงสีขาว มักลงแป้งจนแข็งระคายผิวและส่วนใหญ่ตัดเย็บจากผ้าลินิน  ผ้าดิบ  หรือผ้าสักหลาดอ่อนนับจากช่วงทศวรรษที่ 1861-1869 เป็นต้นมา ชุดชั้นในสตรีเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สวยงาม และอีกสองทศวรรษถัดมา ผ้าไหมได้กลายเป็นผ้าที่นิยมใช้ทำชุดชั้นในมากที่สุด

“ขบวนการผ้าขนสัตว์” ซึ่งเป็นกลุ่มริเริ่มชักชวนให้ใส่ชุดชั้นในผ้าขนสัตว์ เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษภายใต้การนำของดอกเตอร์กุสตาฟ เยเกอร์ อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาสรีรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยสตุตการ์ต ดอกเตอร์เยเกอร์ได้โฆษณาชักชวนให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของการใช้ผ้าขนสัตว์ที่มีเนื้อกระด้างแนบติดกับผิวหนังโดยอธิบายว่า เนื่องจากผ้าขนสัตว์มีรูพรุน จึงเปิดโอกาสให้ร่างกายของคนเราได้  “หายใจ” ดังนั้นผู้สวมใส่ผ้าขนสัตว์เป็นประจำจึงมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงปรากฏว่าผู้เข้าร่วมขบวนวัฒนธรรมการสวมผ้าขนสัตว์เพื่อสุขภาพล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม เช่น ออสการ์ ไวลด์ และ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ เป็นต้น ผลจากความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสื้อ  กางเกงชั้นใน เสื้อรัดลำตัวสตรี และกระโปรงชั้นในซึ่งตัดเย็บจากผ้าขนสัตว์ ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา  นับเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ (ค.ศ. 1890-1901) ที่ขบวนการผ้าขนสัตว์สร้างความอึดอัด ระคายตัว ให้แก่ผู้สวมใส่ทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

ในปี ค.ศ. 1910 ผู้ชายชาวอเมริกันได้มีโอกาสชื่นชมนวัตกรรมย่อย ๆ ของกางเกงในชาย นั่นคือ กางเกงในแบบใหม่ที่มีช่องเจาะด้านหน้า ช่วยเพิ่มความสะดวกเวลาเข้าห้องน้ำ ต่อมาในปี ค.ศ. 1934 เกิดการปฏิวัติในรูปแบบของกางเกงในชายจากการเปิดตัวของ “Jockey” ในรูปโฉมใหม่ โดยเลียนแบบมาจากชุดอาบน้ำชายซึ่งได้รับความนิยมมากในปีก่อนหน้านั้น ณ ชายหาดริเวียราของฝรั่งเศส กางเกงใน Jockey รุ่น Classic หมายเลข 1007 (Classic Style #1007) แนบกระชับเข้ารูปพร้อมขอบเอวยางได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการชุดชั้นใน